วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน 2554

Villefranch & Nice

 

 

วันนี้ตื่นมายังไม่หกโมงแต่ฟ้าสว่างจ้า 

ตามปกติของช่วงหน้าร้อนในเขตอากาศอบอุ่น

ซึ่งกลางวันจะยาวนานมากเป็นพิเศษ

 

 

ตื่นมาพอดีได้เห็นเรือค่อยๆแล่นเข้าไปในอ่าว

เพื่อจอดพักที่เมือง Villfranch จุดแวะแรกของเส้นทางเรา

เรืออีกลำที่จอดอยู่ก่อนแล้วเป็นของ Royal Caribbean เหมือนกัน

ชื่อ Liberty of The Seas

 

 

จากจุดแวะทั้งหมดในเส้นทาง

ที่นี่เป็นที่เดียวที่เป็นเมืองเล็ก ไม่มีท่าเทียบเรือน้ำลึกขนาดใหญ่

ดังนั้นจึงต้องจอดลอยลำอยู่ในอ่าว

แล้วใช้เรือเล็กขนผู้โดยสารจากเรือใหญ่ขึ้นฝั่ง

ซึ่งเรียกว่า Tender

(ถ้าจอดเทียบท่า ภาษาชาวเรือเขาเรียกว่า "Docking")

 

พอใกล้แปดโมงเช้า

กัปตันก็ประกาศออกลำโพงว่า

ตอนนี้จอดเมืองวิลฟร้องช์แล้วนะจ๊ะ

การเทนเดอร์จะเริ่มเวลา 9.30 น.

ขอให้ทุกท่านไปรับตั๋วเรือเทนเดอร์ที่เคานเตอร์ประชาสัมพันธ์

 

ข้างล่างนี้เป็นภาพเรือ Tender ถ่ายจากระเบียงห้องเรา

 

 

ครอบครัวเราซึ่งไม่ชอบการรีบเร่งใดๆทั้งสิ้น(ฮา)

ก็อาบน้ำแต่งตัว ค่อยๆลีลาขึ้นมาหม่ำอาหารเช้า

เกือบจะแปดโมงครึ่งอยู่แล้ว

อาหารอลังการอีกแล้วคร่า จาระไนไม่ถูกเลย

 

ป้าเกดชอบกิน English muffin ปิ้งร้อนๆ

กะไข่ดาว และเนื้อไก่งวงเย็นแล่เป็นชิ้นบางๆ

 

พวกเรากินจนอิ่มตื้อเลย

กว่าจะเยื้องกรายไปรับตั๋วเรือเทนเดอร์ไได้ก็ปาเข้าไปเก้าโมงกว่า

คิวยาวยืดเลยแฮะ(สมน้ำหน้า)

เราต้องนั่งรอเรือเทนเดอร์ลำที่สามอีกตั้งครึ่งชั่วโมงแน่ะ

(รู้งี้มาเร็วๆดีกั่ว)

 

 

นั่งรอคิวเรือ tender 

 

เกือบสิบโมงกว่าเราจะได้ลงเรือ

ก่อนลงเรือก็ต้องเอาบัตร Seapass ให้เจ้าหน้าที่ประทับตราก่อนว่าเราลงจากเรือไป

จากนั้นก็ลงบันไดข้างท้องเรือแบบนี้

บันไดออกแบบมาให้รองรับการขึ้นลงของวีลแชร์ด้วยละ

ในรูปจะเห็นผู้ชายนั่งวีลแชร์ลงมา 

พอถึงเรือ Tender จะมีเจ้าหน้าที่รอรับอยู่..แจ๋วมั้ยล่ะ

แดดจ้ามากเลยแต่ลมเย็น

ภาพเรือเราถ่ายจากเรือ Tender

 

นั่งเรือไม่นานประมาณสิบกว่านาทีก็ถึงท่าเรือ Villefranch

 

หน้าท่าเรือ

พอออกจากท่าเรือเราก็ตัดสินใจว่าจะเข้าไปเที่ยวเมืองนีซก่อน

เลยข้ามถนนไปขึ้นรถเมล์กัน

 

 

ทางไปขึ้นรถเมล์ต้องเดินขึ้นบันไดไป

มองกลับลงมาจะเห็นอ่าววิลฟรองช์สวยมาก

อาคารชั้นเดียวที่มีต้นปาล์มข้างหน้าคือท่าเรือที่เราขึ้นมา

 

ต้องเดินไต่เนินขึ้นไปพอหอบแฮ่ก

ถึงจะเจออยู่หน้าร้านขายยา

นั่งรถเมล์ไม่นานประมาณ 20 นาทีก็จะถึงจตุรัสที่นีซ

ตรงนี้เป็นคล้ายๆชุมทางหรือท่ารถย่อมๆมีรถเมล์จอดหลายสาย

พอลงรถก็เดินตามๆเค้าไป

 

ระหว่างทางเห็นรถรางไฟฟ้า

รถไฟฟ้าเมืองนีซนี่หน้าตาล้ำยุคมากเหมือนมาจากโลกอวกาศเลยละ

ผ่านเข้ามาตรง city center

มีตลาดนัดของเก่า ของสวยดีส่วนใหญ่เป็นของแต่งบ้านเก่าๆ หนังสือ และรูปภาพ

รอบๆมีร้านอาหารเยอะ มีสองสามร้านขายซีฟู้ด

คนนั่งกินกันเต็มเลย แต่ดูจากวัตถุดิบและวิธีทำแล้ว

ร้านเจ๊ไข่หรือเบียร์หิมะบ้านเราอร่อยกว่าแน่ๆ

พอเดินพ้นแนวตึกออกไปก็จะเจอกับชายทะเล

ชายฝั่งทะเลที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของย่านที่เรียกว่า French Riviera

และมีสมญาที่เรียกกันทั่วไปว่า "cote d'azur"

ซึ่งแปลว่า ชายทะเลสีฟ้า

(azur ในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งก็คงจะนำมาจากคำว่า azura ในภาษาละตินแปลว่า สีฟ้าใส)

 

และความจริงก็คือภาพถ่ายไม่สามารถเก็บสีจริงที่ตาเห็นมาได้เลยนะ

ชองจริงนี้มันฟ้าาาาาา จริงๆจ้า

ฟ้าสวดยอด ฟ้าคอดๆๆ อภิมหาสีฟ้าใสแจ๋วจริงๆ

สวยมากๆน่าประทับใจที่สุด

ทะเลที่นี่สะอาดมาก ชายฝั่งยาวหลายกิโลไม่เห็นขยะสักชิ้น

มีเรื่องเดียวที่จะแพ้ทะเลบ้านเราคือหาดเป็นกรวดไม่มีทรายละเอียดเลย

แต่เรื่องอื่นชนะหมดโดยเฉพาะเรื่องความสะอาดและภูมิทัศน์

ถนนเลียบชายฝั่ง 

กว้างและเรียบมากๆน่าเล่นโรลเล่อร์เบลดชะมัดยาด

 

เราเดินเล่นริมฝั่งทะเลและในเมืองนีซอยู่สองสามชั่วโมง

แดดจ้าฟ้าใสมาก เลยค่อนข้างจะร้อนทำให้เหนื่อยเร็ว

เราเลยตัดสินใจนั่งรถเมล์กลับไปวิลฟร้องช์กันเพื่อเดินเล่นที่นั่นต่อ

 

กลับมาถึงวิลฟร้องช์ ต้องเติมพลังหน่อย

 

มาถึงฝรั่งเศสทั้งที

ก็ต้องชิมเครปซีคร้า...

ร้านนี้มีเมนูเครปหลายอย่าง

พริมสั่งรายการที่มีภาษาอังกฤษเขียนกำกับไว้ว่า Banana & chocolate

ส่วนรายการอื่นเป็นภาษาฝรั่งเศสทั้งสิ้น

ป้าเกดเรียกสาวเสิร์ฟหน้าตาน่ารักมา

กะจะถามว่าไอ่ Miel crepe นี่มันอะไรจ๊ะ

แต่พบว่าน้องหนูพูดอังกฤษไม่ได้เลย

และพยายามอธิบายไฟแล่บด้วยภาษาฝรั่งเศส

(เอิ่ม...เพ่เข้าใจมากเลยจ้ะน้อง)

สุดท้ายพอเห็นหน้าเราเง็งสุดๆ

เธอเลยทำมือเหมือนบินและทำเสียงบรื๋อๆ

ตอนนั้นมีพริมคนเดียวร้องอ๋อแล้วบอกว่า "ผึ้ง"

สาวเสิร์ฟไม่แน่ใจว่าพวกเราเข้าใจหรือเปล่า

รีบวิ่งเข้าไปที่เคาเตอร์ในร้าน แล้วหยิบอะไรมาอย่างนึง

พอออกมา เราถึงเห็นว่ามันเป็นขวดน้ำผึ้ง

เลยรีบพยักหน้าว่าเข้าใจ

แล้วก็เลยหัวเราะกันใหญ่ทั้งลูกค้าทั้งสาวเสิร์ฟ

 

สรุปเด็กหญิงพริมหัวไวที่สุด

เข้าใจท่าใบ้มาตามนัดของพี่สาวเสิร์ฟ

ว่า miel แปลว่าน้ำผึ้ง

 

 

 

 

หน้าตาเครปน้ำผึ้ง

ราคา 5 ยูโร

อันนี้เครปกล้วยกะช็อคโกแล็ตของคุณนาย

เครื่องเยอะ ไฮโซหน่อย

ค่าเสียหาย  7.5 ยูโร (อย่าคู้ณณณณณณ 55555)

 

พอหม่ำเสร็จก็นั่งตากลมชมวิวกันอีกพักหนึ่ง

แล้วก็เดินเล่นแถวท่าเรือวิลฟร้องช์

จากนั้นก็กลับขึ้นเรือใหญ่ช่วงบ่ายสี่โมงเพราะคิดถึงแอร์เย็นๆกับเก้าอี้นุ่มๆเต็มแก่แล้ว

 

ค่ำนั้นเราขึ้นไปหม่ำที่ห้องบุฟเฟต์อีก

แล้วก็ไปห้องสมุดยืมหนังสือมาคนละสองสามเล่ม

ห้องสมุดนี่ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนะแต่หนังสือเจ๋งๆเยอะเลย

ป้าเกดได้เรื่อง A Thousand splendid suns

ของ Khaled  Hosseini ผู้เขียน

ซึ่งป้าเกดติดใจมาตั้งแต่เล่มแรกของเขาแล้วคือเรื่อง The Kite Runner

และยังฉวยได้ Chic lit  ของคนโปรด Sophie Kinsella มาอีกสองสามเล่ม

นอนอ่านเพลินไป

พอสามทุ่มกว่าก็หลับกันครอกทั้งพ่อแม่ลูก

ตามสไตล์ครอบครัวเด็กอนามัย  55555

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

Livorno, Pisa, Lucca

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

อิจฉา ริษยา เจง ๆ ป้าขา

#2 By sumalaisung (110.169.155.94) on 2011-08-04 16:56

สนุกมากครับ ติดตามอ่านอยู่นะครับพี่โล :)

#1 By น้องหนวดดาลี (125.24.8.118) on 2011-07-21 15:40