วันอังคารที่ 14 มิถุนายน 2554
Livorno, Pisa, Lucca
 
 
 
 
วันนี้ตื่นเช้าลืมตาขึ้นมาโผล่หน้าต่างออกไปดูวิว
ก็เห็นเรือจอดเทียบท่าเมือง Livorno แล้ว
เที่ยวเรือมันก็สบายอย่างนี้
อยู่เฉยๆไม่ต้องดิ้นรน
ค่ำลงก็นอนหลับไป
ตื่นเช้ามาก็ป็นอีกเมืองนึงแล้ว
 
ภาพท่าเรือจากหน้าต่างห้อง
รถบัสที่จอดอยู่คือ Shuttle bus
ที่จะรอรับผู้โดยสารจากเรือเราไปส่งในเมือง
 
 
ท่าเรือเมือง Livorno นี่ออกแนวอุตสาหกรรม
เรือลำใหญ่ที่เห็นอยู่ไกลๆนั่นเป็นเรือเฟอรี่ขนรถยนต์
แต่เพ้นท์ลายลูนนี่ตูนอ่ะ ..5555
 
หม่ำอาหารเช้าจนอิ่มตื้อแล้วก็ไปขึ้น Shuttle bus
ที่เค้าจัดมารอ นั่งรถสัก 15 นาทีก็ถึงกลางเมือง Livorno
เจ้าหน้าที่บอกว่ารถ Shuttle bus ขากลับ
เที่ยวสุดท้ายออกเวลา 5  โมงเย็นนะจ๊ะ
(วันนี้ขากลับมีเหตุตื่นเต้น ทำเอาพวกเราเกือบตกเรือ
โปรดติดตามตอนต่อไป)
 
เราไม่เที่ยวใน Livorno เพราะตัวเมืองไม่มีอะไรน่าสนใจ
เนื่องจากในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองเมืองนี้โชคร้ายโดนระเบิดราบเรียบ
สิ่งก่อสร้างเก่าๆไม่มีเหลือเลย
ตึกรามบ้านช่องเป็นของสร้างใหม่หมด
 
โปรแกรมวันนี้เราจะไปเมือง Pisa และ Lucca
จากจตุรัสที่ Shuttle bus ไปส่ง
เราต้องนั่งรถเมล์ต่อไปสถานีรถไฟ
 
 
ถึงสถานีรถไฟ
ต้องเสพกาแฟ espresso คนละถ้วยตามระเบียบ
ค่าเสียหายแล้วละ 1.5 ยูโรเท่านั้น
กาแฟอิตาลีนี่ หาที่ไหนไม่มีเหมือน
เข้มข้นสุดๆ แรงจัดชัดจริง กินแล้วกระปรี้กระเปร่ามาก
 
ส่วนคุณลูก อ้อนขอตังค์ไปหมุนตู้ไข่
เพราะอยากจะได้ Zillibands แสนฮิต
 
เสร็จแล้วก็มารอรถไฟ
รถไฟจาก  Livorno ไป ​Pisa นี่ ออกทุกครึ่งชั่วโมง
 
 
นั่งรถไฟครึ่งชั่วโมงมาถึงสถานี Pisa Centrale
 
 
จากกลางเมือง Pisa จะไปดูหอเอนปิซ่าที่แสนโด่งดัง
เราจะต้องนั่งรถเมล์สาย LAM ต่อไปอีกสิบกว่านาที
 
ในอิตาลีนี้ตั๋วรถเมล์ได้ที่ร้าน Tabacchi ที่มีทั่วไป
(Tabacchi นี้อันที่จริงแปลว่าร้านขายบุหรี่
แต่ในทางปฏิบัติเขาขายจิปาถะ ตั้งแต่นิตยสาร ของที่ระลึก
แผนที่ น้ำขวด ฯลฯ และจะขายตั๋วรถเมล์ด้วยเสมอ
จะตั้งเป็นแผงหรือเพิงหรือร้านอยู่ใกล้ๆสถานีรถไฟหรือป้ายรถเมล์หลักๆ)
หรือจะซื้อตั๋วบนรถเมล์จากคนขายตั๋วเลยก็ได้
แต่จะแพงกว่าสัก 0.5-0.8 ยูโรต่อใบ
 
รถค่อนข้างแน่นทีเดียว
นักท่องเที่ยวเต็มไปหมด
แต่นั่งรถไม่นานประมาณ 15 นาทีเท่านั้น
ตอนใกล้จะถึงหอเอน มีเรื่องตื่นเต้นด้วย
คือมีหญิงนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง
ซึ่งมากับครอบครัว คือสามีและลูกชายสามคน
อายุไล่เลี่ยกัน วัยใกล้เคียงกับพริม
 
อยู่ๆเธอก็ตะโกนว่ากระเป๋าตังค์เธอหาย
ฟังสำเนียงน่าจะเป็นชาวอเมริกัน
สามีและลูกก็ช่วยกันหาใหญ่
มีหนุ่มนิโกรอีกคนหนึ่งช่วยตะโกนด้วยว่า
มีใครเห็นกระเป๋าตังค์สีน้ำตาลบ้างมั้ย
ผู้เสียหายบอกว่า ตะกี้ยังอยู่เลย
หยิบกระเป๋ามาจ่ายค่าตั๋วกับคนขับน่ะ
คนบนรถเมล์ก็มองซ้ายมองขวา
ช่วยกันมองหาใหญ่ แต่ก็ไม่พบ
 
..เอ่อ ก็นะ ใครจะไปเห็นล่ะ
อาการหยั่งงี้ เห็นได้ชัดว่าเจอนักล้วงเข้าให้แล้ว
คิดแล้วเซ็งแทน
จะมาเที่ยวให้สนุก
กลับเจอเรื่องแบบนี้งานกร่อยหมดสนุกกัน
 
เราลงจากรถเมล์ที่ป้ายรถ
หน้าทางเข้าหอเอนพอดี
 
หน้าประตูทางเข้าหอเอน
มีร้านแมคโดนัลด์ซึ่งควรได้รางวัล
ด้านการทำตัวกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา
 
 
 
 
โผล่เข้าประตูไปก็โดนหอเอนทิ่มตาทันที
เลยต้องถ่ายรูปกันซะหน่อย
 
 
 
มุมนี้เป็นภาคบังคับ
นักท่องเที่ยวทุกคนต้องมีไว้
ไม่งั้นเหมือนมาไม่ถึงหอเอน
 
อิอิ
แหงนกันคอตั้งบ่า
 
 
มาครั้งที่แล้วสิบปีก่อน
เมื่อคุณนายยังไม่เกิด
ตอนนั้นเขาซ่อมแซมหอเอนกันอยู่ 
มีอุปกรณ์เครื่องมือ รถยกรถตัก รถอัดฉีดปูนอยุ่เกะกะไปหมด
เนื่องจากหอเอนมันเอนสมชื่อ
เอนลงเรื่อยๆทำให้ทางการอิตาลี
หวั่นเกรงว่ามันจะล้มแผละลงมากอง
ก็จะหมดแหล่งรายได้สำคัญ
ที่จะดูดเงินจากกระเป๋านักท่องเที่ยว
 
มาคราวนี้เขาซ่อมเสร็จแล้ว
หน้าตาผ่องใสสะอาดสะอ้าน
คงจะอยู่ดูดทรัพย์ไปได้อีกนาน
 
ภาพแม่กับป๊าฝีมือคุณนาย
ถ่ายจากด้านหลังหอเอน
 
 
นี่คือโบสถ์
 
คิดๆดูแล้วตอนแรกเริ่มสร้างนี่
โบสถ์กับวิหารน่าจะเป็นส่วนสำคัญ
เพราะหอเอนนั้นอันที่จริงเป็นแค่หอระฆังเท่านั้น
จึงน่าจะเป็นเพียงพร็อพประกอบฉาก
 
แต่ไปๆมาๆหอดันมาดังกว่า
เพราะความเอนเพียงอย่างเดียวแท้ๆ..55555
(จริงมั้ยเล่า..ไม่เคยมีคนพูดถึงโบสถ์แห่งเมืองปิซ่าเลย
มีแต่พูดถึงหอเอนแห่งเมืองปิซ่ากันทั้งโลก)
 
 
ลานด้านหลังมีรูปปั้น Romulus & Remus กำลังดื่มนมจากแม่หมาป่า
 
นั่งพักเหนื่อยหลังวิหาร
 
จากนั้นเราก็ไป Lucca ต่อ
ตอนเดินออกมาขึ้นรถเมล์
เราเห็นครอบครัวที่แม่ถูกล้วงกระเป๋าด้วย
ลูกชายสามคนนั่งหน้าเซ็งอยู่ริมทางเข้า
มองไปเห็นพ่อแม่ยังเจรจากับตำรวจไม่เสร็จเลย
นึกแล้วเซ็งแทนเนอะ อดเที่ยวเลย
 
การไป Lucca เราจะนั่งรถบัสไป
ตั๋วรถซื้อได้ที่ร้านกาแฟหน้าทางเข้าหอเอน
โดยสังเกตป้ายนี้
 
นั่งรถประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึง Lucca
Lucca เป็นเมืองเก่าแก่
ชุมชนที่นี่มีประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปถึงยุคโรมันโน่น
 
นี่คือโบสถ์เซนต์มาร์ตินที่ใครๆก็ต้องมาเมื่อถึง Lucca
ถึงไม่อยากมาก็ต้องมา มันทางผ่านเข้าไปข้างในอะนะ
55555
 
 
 
ปิดปากคุณนายด้วยเยลลี่และลูกกวาด
เยลลี่ร้านนี้อร่อยมากเลยแหละ
แย่งลูกกินแล้วติดใจ
ใครไปอย่าลืมซื้อ เป็นแผงลอยอยู่ปากทางเข้าพอดี
 
 
 
Lucca เป็นเมืองเล็กๆ
ถนนในเมืองตรงโซนเมืองเก่า
เป็นถนนเล็กๆปูก้อนกรวดแบบโบราณ
บรรยากาศน่าเดินเป็นที่สุด
และมีคนขี่จักรยานกันเยอะ
ที่นี่มีจักรยานให้เช่าด้วย
น่าเสียดายมันต้องใช้พาสปอร์ตในการเช่า
พวกเราเลยอดเพราะพาสปอร์ตเราอยู่กับเรือ
 
 
 
เดินจนหิวแล้วก็หาอะไรกิน
ลุงแกว่าร้านนี้น่าสน
 
เพราะมันมีอาหารพื้นเมืองอย่างหนึ่งของ ​Lucca ที่ไม่มีที่อื่น
นั่นคือ "Cecina" (อ่านว่า เชชิน่า)
เป็นแป้งบางกรอบที่ทำจากแป้งถั่ว แล้วห่อไส้
 
 
ดูใกล้ๆหน้าตาแบบนี้
 
ร้านนี้มีทีเด็ดที่เตาเป็นเตาอิฐใช้ฟืนเป็นดุ้นๆแบบโบราณ
มิใช่เตาไฟฟ้าแบบร้านทั่วไปนะเธอว์ 55555
เห็นเตาก็ศรัทธาแล้วจร้า
 
เวลาสั่งก็ไปเลือกชี้เชชิน่าแบบที่ต้องการ
คนขายจะเอาไปอบในเตาอีกทีให้ร้อนเกรียม
แล้วใส่ในจานอลูมิเนียมปูกระดาษที่เห็นตั้งไว้บนตู้นั่นแหละ
 
แล้วยกมานั่งหม่ำกันที่เคาเตอร์ติดผนัง
 
ป้าเกดสั่งอันนี้
ไส้แฮมอิตาเลียน(โปรสชิวโต)
อร่อยสุดยอด แป้งมันบางกรอบนอกนุ่มในหอมกลิ่นถั่ว
 
ตาลุงสั่งไส้ชีสกับผัก
แป้งอันของลุงรู้สึกแก่ไฟไปนิดนึง
แต่ก็อร่อยไม่แพ้กันเลย
 
หลังจากโดนเมียแย่งหม่ำไปเกือบครึ่ง
ลุงเลยสั่งพิซซ่ามาอีกชิ้น
(ร้านนี้มีพิซซ่าขายด้วยแต่มีหน้าให้เลือกน้อยกว่าเชชิน่า)
อร่อยได้อีกคร้า แค่หน้ามาการิต้า(ชีสกะมะเขือเทศ)แค่เนี้ยนะ
อยากหม่ำอีกแต่มันก็อิ่มแล้วแค่นี้
 
ร้านนี้มีไอติมขายด้วย
 
ลองสั่งมาฉลองศรัทธาซะหน่อย
ไม่ผิดหวังจริงๆอร่อยอีกไอติมร้านนี้
รสเมล่อนของเค้านี่ โคตะระเมล่อนเลย 5555
วานิลลาก็หอมหวานมัน
มื้อนี้เป็นมื้อกินเองที่อร่อยที่สุดมื้อนึงในทริปนี้
 
ใครไปเที่ยวลุคก้า อย่าลืมนะจ๊ะร้านนี้
ร้านหาไม่ยากหรอกมันอยู่ในทางเดินผ่านที่นักท่องเที่ยวต้องผ่านน่ะ
 
 
อิ่มท้องเสร็จก็ออกมาเดินต่อ
 
หน้าบล็อกมันชักยาวแล้ว
ต่อภาคสองดีกว่า
 
โปรดติดตามตอนต่อไป
 
 
 
 
 
 
 
 

edit @ 21 Jul 2011 20:52:32 by ป้าเกด

edit @ 21 Jul 2011 20:53:09 by ป้าเกด

Comment

Comment:

Tweet

น่าหม่ำ ๆๆๆๆ

#2 By sumalaisung (110.169.155.94) on 2011-08-04 17:03

ของกินน่าหม่ำมากๆครับ

#1 By 2521luck on 2011-07-21 22:26