วันพุธ ที่ 15 มิถุนายน 2554
Civitavecchia & Rome
 
ลืมเล่าไป
เมื่อคืนนี้เป็นคืนแรกที่เราไปดูโชว์หลังอาหารค่ำ
ที่โรงละครของเรือ (The Pacifica Theatre)
 
คืนนั้นเป็นโชว์แบบบรอดเวย์
อลังการงานสร้างมาก
คนเต้นคนร้องแสงสีเสียงดูมืออาชีพจริงๆ
ลืมไปเลยว่านี่เราอยู่บนเรือเดินสมุทรนะนี่
 
แต่ถึงโชว์จะอลังการแค่ไหนก็ดูได้ไม่นาน 
เพราะสักครึี่งชั่วโมงผ่านไป
เจ้านายงอแงอยากกลับห้อง
ไอ้ครั้นจะไปสองอยู่หนึ่งก็ใช่ที่
เลยพากันกลับไปนอนตอนสี่ทุ่ม
แต่ก็นับว่าได้เห็นแล้ว 
มิเสียเที่ยวละ ​
 
 
 
 
ตื่นเช้าวันพุธ
เรือก็กำลังเข้าเทียบท่าเมือง Civitavecchia 
 
หม่ำอาหารเช้าแบบสบายๆ
ลอยชายจนเก้าโมงครึ่งกว่า
แล้วก็ลงจากเรือมาขึ้น shuttle bus
ออกมาส่งหน้าปากซอย..เอ๊ย..ปากทางท่าเรือ
 
จากประตูท่าเรือ เดินไปสัก 300 เมตร
ก็จะถึงสถานีรถไฟ Civtavecchia
 
เมื่อซื้อตั๋่วรถไฟแล้ว
ก็ต้องจิบกาแฟตามระเบียบ
 
เอสเปรสโซถ้วยจิ๋วที่แสนเข้มข้น
ตัวจริงเสียงจริงต้องเอสเปรสโซเท่านั้น
กระดกกรึ๋บเดียวหมด
เลือดลมเดิน สมองโล่ง
 
อ่อ ลืมเล่าไป
ใครจะมาขึ้นรถไฟที่อิตาลี
พอซื้อตั๋วแล้ว
ก่อนขึ้นรถไฟต้องตอกตั๋วก่อนนะจ๊ะ
มองหาตู้เหลืองๆแบบนี้
 
 
เอาตั๋วแหย่เข้าไปให้มันกัด..เอ๊ย..เจาะรู
เป็นอันเสร็จพิธีการตอกตั๋ว
 
(ถ้าลืมตอกตั๋วก่อนขึ้นรถไฟ
แล้วนายตรวจมาตรวจเจอตั๋วที่ไม่มีรู
ต้องเสียค่าปรับหลายสิบยูโรนะจ๊ะ 
เพราะแปลว่าท่านอาจมีเจตนาไม่ซื่อ
นำตั๋วไปเวียนเทียนใช้เที่ยวอื่นอีก)
 
จากนั้นก็ขึ้นรถไฟ
นี่วิวของ Civitavecchia ที่เห็นจากรถไฟ
อารมณ์คงประมาณเพชรบุรีบ้านเรา
 
 
รถไฟที่เราขึ้นเป็นรถไฟธรรมดา (Regulare) 
ใช้เวลาตั้งชั่วโมงกว่าจะมาถึงโรม
ซึ่งก็เป็นเวลา 11 โมงเข้าไปแล้ว
(เริ่มรู้สำนึกเงากะลาหัว ที่มัวแต่หลั่นล้า)
แถมคุณนายหลับบนรถไฟ
พอถึงโรมแล้วไม่ยอมตื่น
ต้องอุ้มกันลงมานั่งริมชานชาลาราวกับพวกโฮมเลส
 
อากาศที่โรม ก็ร้อนเหลือแสน
ร้อนแห้งๆแล้งๆ แดดจ้าสุดฤทธิ์
ทรมานกว่าแดดบ้านเราอีก
คุณนายก็งอแงเพิ่งตื่นนอน
 
ประเมินแล้วสภาวการณ์ไม่ค่อยเอื้ออำนวยเท่าไรนัก
ลุงกะป้าเลยตัดสินใจทำสิ่งหนึ่ง
ซึ่งเราเคยเชิดจมูกใส่อย่างเหยียดหยาม
เมื่อสิบปีก่อนสมัยเรายังเป็นนักเดินทางแบ็คแพ็ค
 
นั่นคือ..
การนั่งรถทัวร์ชมเมือง 
555555
 
แต่พูดก็พูดเถอะ
ในช่วงซัมเมอร์ที่คนเดินทางมาโรมเป็นแสนเป็นล้าน
 
แม้แต่การนั่งรถทัวร์ชมเมือง
ยังไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะขอบอก
 
เพราะหลังจากที่ลุงเดินหาเซลส์ขายตั๋วรถได้คนนึง
(ตามสถานีรถไฟจะมีเจ้าหน้าที่ขายตั๋วเดินหาลูกค้า)
เราก็ต้องเดินตามเขาไปออกตั๋วที่สำนักงาน
ซึ่งอยู่ไกลมากกกก
(ในเวลาที่แดดแผดเผาเช่นนี้
ร้อยเมตรรู้สึกเหมือนหนึ่งกิโลเมตร)
 
หลังจากซื้อตั๋วได้แล้ว
ใช่ว่าจะได้ขึ้นรถเลยนะจ๊ะ
พวกกเราเดินออกจากสำนักงานไป
เพื่อจะพบว่าต้องยืนรอคิว..
...ใช่แล้วยืนรอคิว
ฮือ..อยากจะร้องไห้
คิวยาวมากด้วย
 
ลุงให้ลูกเมียหลบในร่ม
แล้วยืนรอคิวกลางแดดร้อนสุดๆอย่างอดทน
เรารออยู่ครึ่งชั่วโมงกว่า
รถเต็มไปคันหนึ่ง
จนคันที่สองเข้ามา
ก็ดูเหมือนจะยังไม่ถึงคิวเรา
 
ในที่สุดก่อนรถคันที่สองจะออกแป๊บเดียว
พนักงานตะโกนว่ามีว่างสองที่..ข้างล่าง
ลุงว่องไวมากรีบตะโกนถามไปว่า
ผู้ใหญ่สองเด็กหนึ่งได้มั้ย..ยืนก็ได้
เขาพยักหน้าว่ามาเลย
พวกเรารีบตะกายขึ้นรถกันอย่างเร็วสุดชีวิต
 
โอย..ทรมานสุดๆเลยตั้งแต่เริ่มต้น
ขึ้นมาบนรถได้แอร์เป่าค่อยยังชั่วหน่อย
 
รถทัวร์ชมเมืองนี่ก็จะขับวนรอบเมือง
ผ่านสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆทุกแห่ง
ตั๋วราคา 22 ยูโร จะขึ้นลงเท่าไรก็ได้ในหนึ่งวัน
 
นี่สนามกีฬาโคลอสเซียมที่โด่งดัง
โดยเฉพาะหลังจากหนังเรื่อง Gladiator ออกฉาย
 
 
เราไม่คิดจะลงไปเพราะคิวยาวเหยียด
มองไปทางไหนก็มีแต่นักท่องเที่ยวเต็มไปหมด
สิบปีก่อนมาเจาะลึกอิตาลีไว้แล้ว
โคลอสเซียมนี่เดินไปทุกซอกทุกมุม
ครั้งนี้ขอดูจากบนรถพอแระ 555
 
นี่อนุสาวรีย์ Vittorio Emanuelle ผู้รวบรวมอิตาลีให้เป็นปึกแผ่น
จำได้ว่าเมื่อเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน
ตอนเห็นเจ้านึ่ครั้งแรก
ป้าเกดนึกว่ามันเหมือนเครื่องพิมพ์ดีดแฮะ
 
 
โรมก็มีรถติด
 
วิธีจอดรถแบบคนอิตาเลียน
ชาวอิตาเลียนเขามีรถไว้ขับแท้ๆเลย
ไม่เหมือนบ้านเรามีรถไว้โชว์ ไว้ถนอม
 
โรมันฟอรั่ม
(วุ้ยดีเหมือนกันนะรถทัวร์ชมเมืองเนี่ย
ไม่เหนื่อยดีวุ้ย)
 
ป้าเกดตั้งใจกะลุงว่าจะไม่ลงที่ไหนเลย
นอกจากวาติกัน
เพราะอยากพาคุณนายเข้าไปใน San Pietro
จะได้สัมผัสสุดยอดบรรยากาศอลังการในนั้น
และไปดู Pietta ของ Michelangelo ด้วย
 
พอลงรถใกล้วาติกัน
เธอก็หิวพอดี ทำหน้าเป็นตรูดหนักขึ้นไปอีก
ก็เลยต้องเอาใจกันหน่อย
ถามว่าอยากกินไร
คุณนายก็ว่าแม็คโดนัลด์(สาวกตัวจริงเลยเนี่ย)
(มาถึงอิตาลีทั้งทีก็มากินแม็ค แม่ละไม่เข้าจายยย)
อ่ะ..แม็คก็แม็ควุ้ย แม็คก็ด๊ายย
คุณนายกะลังอารมณ์ไม่ดี
ต้องเอาใจกันหน่อย
 
ลุงฮิมไปถามพี่ตำรวจว่า
แถวนี้มีแม็คโดนัลด์มั้ยท่านพี่
 
พี่ตำรวจบอกว่า แม็คนะมีแต่มันไกลเด๊อ
เบอเกอร์คิงใกล้กว่า เลี้ยวซ้ายแล้วเดินตรงไปเดี๋ยวก็เจอ
เราเดินไปตามที่พี่ตำรวจบอก
..ไหนว่าใกล้ฟร่ะ ไกลจะตายชัก
(แดดมันร้อน คนเลยพาล)
 
 
พอถึงร้านก็ยังต้องเล่นเก้าอี้ดนตรีเพื่อแย่งที่นั่ง
นังแม่ใช้ความไวส่วนตัวแย่งชิงที่มาได้
แม้จะเป็นหน้าห้องน้ำชายก็ตามทีเหอะ
(โชคดีนะประตูเค้าซีลแน่นหนา เลยไม่ได้กลิ่น ฮ่า)
โอ๊ย หิวๆๆ
 
 
ลุงลงไปฟาดฟันเพื่อหาอาหารมาเลี้ยงลูกเมีย
ได้เบอร์เกอร์มาสามชุด
แป๊บเดียวเรียบวุธ
คุณนายหม่ำนักเก็ตแถมอีกเกือบครึ่งโหล
อ่อ ซอสนักเก็ตที่นี่ไม่ฟรีนะจ๊ะ
ต้องซื้อต่างหาก
ราคา 0.5 Euro
 
แหม้..ที่ไหนจะสู้แม็คเมืองไทย
ซอสแถมฟรีแถมยังมีรสบ๊วยแสนอร่อย
ขอเพิ่มได้อีกตังหาก
 
พอหม่ำเสร็จแล้ว
หน้าตาสดชื่นเป็นคนละคน
ราวกับกดสวิทช์
แหม้..รู้งี้แม่เอาเบอร์เกอร์ยัดปากซะตั้งแต่ถึง Roma Termini ซะก็ดี
 
อิ่มท้องเรียบร้อย
ก็เดินกลับมาวาติกัน
ขากลับเมื่อท้องอิ่ม ระยะทางก็ใกล้ขึ้น
และเราเลาะรั้วกำแพงวาติกันมา
เลยมีร่มเงาพอกำบังกายมิให้ร้อนเกิน
 
พอมาถึงวาติกัน
ก็พบความจริงอันน่าสยองขวัญ(อีกแล้ว)
ที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือนักท่องเที่ยวที่ยืนต่อคิวเข้ามหาวิหารเซนต์ปีเตอร์
คิวยาวม้ากกกกกก
กะด้วยสายตาความยาวไม่ต่ำกว่าหนึ่งกิโลเมตรแน่นอน
ที่เห็นยืนเรียงแถวในลานจตุรัสหางคดเคี้ยวเห็นไกลๆ
ตีวงรอบลานและเลื้อยไปมา
 
ลองดูหัวคิวอยู่ไหน
เห็นมุดเข้าไปมุมระเบียงวาติกัน
ตรงนั้นเป็นเครื่องเอกซเรย์ตรวจอาวุธและค้นกระเป๋า
 
 
 
พอผ่านด่านตรวจกระเป๋า 
มีคิวยาวยืดเลาะตามระเบียงต่อไปอีก
จนถึงหน้าประตูวิหารที่เห็นลิบๆนั่นแหละ
(ในวงสีเหลือง มองดีๆจะเห็นแถวคนยืนรอเข้า)
 
ขยายอีกหน่อยให้เห็นคนที่ยืนรอหน้าประตู
(ขยายแล้วก็ยังเท่ามดวุ้ย)
 
 
ภาพจำลองให้เห็นความยาวของคิวนักท่องเที่ยวที่จะเข้าวิหาร
กรุณานึกภาพเทียบสเกลจากสนามฟุตบอลตรงมุมขวาล่างนะจ๊ะ
 
 
โอ้ว..แม่เจ้า
นอกจากคิวยาวแล้วแดดยังร้อนสุดๆ
ผู้คนตรงนี้เขาทนกันได้อย่างไร
 
ป้าเกดนึกว่า..เอ๊ะทำไมเมื่อเรามาสิบปีก่อน
เราไม่เห็นต้องรอคิวอะไรเลย
แล้วก็นึกได้ เมื่อสิบปีก่อนนั้น
คุงยาย(ที่ยังมิได้เป็นยายในตอนนั้น)มาด้วย
ทุกวันคุณยายจะปลุกแต่เช้า ไล่ให้อาบน้ำกินข้าว
ออกมาจากที่พักตั้งแต่ยังไม่แปดโมงทุกวัน
เลยไม่เคยรู้สึกว่าต้องรอคิว
เพราะเป็นคิวแรกตลอด
 
กร๊ากกกกก นึกแล้วเสียว
งานนี้ถ้ายายมาด้วยมีหวังโดนตีตาย
(นึกเสียงยายลอยมา...
แม่บอกแล้วใช่ม้ายยยย
ว่าอย่าตื่นสายยยย
ทำอะไรให้รีบทำำำำำำำ
เพี้ยะๆๆๆๆ)
 
5555555
เห็นคิวแล้วถอดใจ
ขอยืนมันแค่ระเบียงนี่แหละ
บอกคุณนายว่าเสียใจด้วยที่ไม่ได้เข้าเซนต์ปีเตอร์
คุณนายบอก "ไม่เห็นอยากเข้าเลย พริมอยากกลับแล้ว
คิดถึงเรือ จะไปคิดส์คลับ"
อ๊าวววว...นี่แหละหนาพาเด็กมาเที่ยว
เด็กที่ไหนจะมีอารมณ์ชื่นชมศิลปวัฒนธรรม
 
ส่วนลุงกะป้าสบายมาก
เพราะมารอบที่แล้วนี่ เดินในเซนต์ปีเตอร์ทุกซอกทุกมุม
ถึงปีนขึ้นหลังคา ไต่โดม ขึ้นไปชมวิวโรมบนยอดมาแล้ว
Cistine chapel ก็อยู่ซะวันเต็มๆ
เที่ยวนี้จึงไม่ต้องการอะไรมาก
คิดซะว่ามาเยี่ยมเพื่อนเก่า
 
ถ่ายรูปซะหน่อยไหนๆก็มาถึงแล้ว
 
 
 
 
แผ่นหินวงกลมสีขาวนี้
เป็นจุดที่เรายืนแล้วมองออกไป
จะเห็นเสาหินรอบจตุรัส
เรียงตัวซ้อนกันเป็นต้นเดียว
เพราะระเบียงและจตุรัสเซนต์ปีเตอร์
ถูกสร้างด้วยหลักการทางเรขาคณิตที่สมบูรณ์แบบ
 
 
 
 
นอกจากนี้แผ่นหินอ่อนวงกลม
ยังบอกการเปลี่ยนแปลงจักรราศี
โดยดูจากเงาของปลายเสาโอเบลิสก์กลางลาน
จตุรัสเซนต์ปีเตอร์จึงนับเป็นนาฬิกาแดดที่ใหญ่ที่สุดในโลก
 
ส่วนเจ้าเสาโอเบลิสก์
ก็มีประวัติอันยาวนาน
โดยจักรพรรดิเนโรแห่งอาณาจักรโรมัน
ไปทำการยึดมาจากอียิปต์ตั้งแต่ค.ศ. 1
แต่เสาเพิ่งจะมาตั้งกลางลานเมื่อคศ. 15xx
โดยโป๊บชื่ออะไรก็ขี้เกียจจำ
 
 
นึกแล้วก็อดใจหายไม่ได้
ครั้งแรกมายืนบนวงกลมนี้
อายุเลยเบญจเพสไปปีเดียว
ครั้งที่สองเลยสามสิบไปนิด
ครั้งที่สามนี่เลยหลักสี่มาแล้ว
แถมเรือพ่วงมาด้วย
ครั้งต่อไป(ถ้ามี)
คงมาพร้อมกะหัวหงอก
เอ..หรือจะจูงหลานมาดีนะ อิอิ
เวลานั้นช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วจริงๆ
 
ถ่ายรูปพอหอมปากหอมคอแล้ว
ก็กลับไปนั่งรถทัวร์ของเราดีกว่า
 
รถขายของกินของที่ระลึกแบบนี้
มีจอดทั่วไปในโรม
แต่ยิ่งใกล้วาติกัน ราคาของบนรถจะยิ่งแพง
คันที่จอดอยู่ใกล้กำแพงวาติกันที่สุด
เราเห็นเขาขายน้ำขวดเล็กขวดละ 5 ยูโร
แล้วก็มีคนซื้อด้วยนะ 
(ก็นะ เวลาร้อนจัดๆกระหายน้ำสุดๆ
มันจะขายขวดละสิบยูโรก็ต้องซื้อมัน)
 
เรานั่งรถทัวร์ชมเมืองไปเรื่อย
กะว่าวนครบรอบไปสถานีรถไฟก็จะลง
นั่งรถแอร์เย็นๆค่อยย้ิมออกหน่อย
 
 
บนรถมีหูฟังให้ฟังรายละเอียดของสถานที่ท่องเที่ยวที่รถผ่านด้วย
หูฟังนี้แจกฟรี (แต่จะเอาไปทำไมฟร่ะ รกบ้าน)
 
ผ่านแม่น้ำไทเบอร์
 
มองข้างทาง
เอ๊ะ..ลุงเวอร์นอนมายืนคอยใคร
(สงสัยคอยป้าเพทูเนีย)
555555555
 
แล้วเราก็กลับมาที่สถานีรถไฟ Roma Termini
 
 
 
เหนื่อยเหลือเกินวันนี้
คิดถึงน้ำมะนาวใส่เกล็ดน้ำแข็งเย็นๆ
ห้องแอร์ฉ่ำๆ
ของว่างมื้อบ่ายบนเรือ
กลับดีกว่า
 
บ๊ายบายโรม
คราวหน้ามาใหม่ฉันจะมาก่อนมิถุนา จะได้ไม่ร้อน
และสัญญาจะตื่นเช้าๆ
55555555
 
กลับถึงเรือวันนี้
ตอนเกือบหกโมง
เสียงโทรศัพท์ที่ห้องดังขึ้น
พวกเราก็แปลกใจเอ๊ะใครโทรมา
นึกว่าโทรผิด
แต่ลุงรับสาย พูดอยู่พักนึง
ปรากฏว่าเป็นหัวหน้าห้องดินเนอร์โทรมา
ถามว่าทำไมพวกเราไม่เคยไปนั่งโต๊ะดินเนอร์เลย..ฮา
เราเลยแก้ตัวพัลวัน
ว่าเราเหนื่อยอ่า อยากพัก บลาๆๆๆ
แต่พรุ่งนี้จะไปนะสัญญา
เอิ๊กๆ มีการโทรมาตามด้วยวุ้ย
 
เรือออกจากท่าเวลาหนึ่งทุ่ม
ลาก่อนโรมจ๋า
วันหน้าจะมาเยี่ยมใหม่
(แล้วเธออย่าร้อนมากนักล่ะ)
 
โปรดติดตามตอนต่อไป
Sorrento & Positano
 
 

edit @ 25 Jul 2011 20:47:01 by ป้าเกด

Comment

Comment:

Tweet

someboby named Roma loves you!!

#1 By jacktakromasamurai (124.122.18.209) on 2011-07-26 00:13