Salerno & Positano (2)
 
นี่คือโบสถ์เก่าแก่ประจำเมือง Positano
ชื่อว่า Le Chiesa Santa Maria Assunta
 
โบสถ์นี้สร้างในคริสตศตวรรษที่ 10 
มาถึงปัจจุบันจึงมีอายุนับพันปีได้
(แต่ก็มีการบูรณะแต่งเติมเสริมต่อมาเรื่อยๆ
แหละนะ กว่าจะมาเป็นโบสถ์อย่างที่เห็นในปัจจุบัน)
 
มุมมองหน้าบันและหลังคา
ส่วนหลังคาที่เป็นโดมนี่ก็มีชื่อเสียงมาก
ทำจากกระเบื้องที่เรียกว่า majolica tiles
 
 
วันที่เราไปมีงานแต่งงานพอดี
เลยเกรงใจไม่ค่อยกล้าเข้าไปข้างใน
 
โบสถ์แห่งโพสิตาโนนี้
มีเรื่องเล่าขานถึงความศักดิ์สิทธิ์
ของรูปแม่พระมาดอนน่าบนแผ่นไม้
ที่เรียกว่า "Bizanthyne Black Madonna"
เล่ากันว่า เดิมแผ่นไม้รูปพระแม่มาดอนน่านี้ประดับอยู่บนเรือสินค้าลำหนึ่ง
ซึ่งพอแล่นผ่านมาถึงบริเวณนี้ เรือก็เกิดหยุดนิ่งสนิท
ทำอย่างไรก็ไม่ยอมแล่นต่อ
(ไม่ใช่น้ำมันหมดนะจ๊ะ 555
เรือสมัยก่อนเป็นเรือใบใช้แรงลมจ้ะ อย่าลืมจุดนี้
ดังนั้นการที่เรือหยุดนิ่งสนิท
ตามตำนานที่เล่าต่อกันมา
จึงเป็นเรื่องเหนือธรรมดาอย่างมาก)
 
กัปตันจนปัญญาไม่รู้จะทำอย่างไร
แต่ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงแว่วมาจากรูปพระแม่มาดอนน่า ว่า "Posa, Posa"
ซึ่งคำนี้ในภาษาอิตาเลียนแปลว่า "วางฉันลง วางฉันลง"
 
กัปตันจึงสงสัยว่าที่เรือไม่ยอมแล่นไปไหน
คงเป็นเพราะรูปพระแม่มาดอนน่าแสดงปาฏิหาริย์เพราะอยากจะอยู่ทีนี่
จึงคิดบ่ายหัวเรือเข้าฝั่ง
แค่คิดเท่านั้นเรือก็แล่นได้เป็นที่น่าอัศจรรย์
กัปตันจึงนำรูปพระแม่ขึ้นฝั่ง
แล้วมอบแก่ชุมชนชาวประมงที่อยู่บริเวณนี้
 
ชาวบ้านศรัทธารูปพระแม่มาดอนน่าเป็นอย่างมาก
ได้สร้างโบสถ์แล้วนำรูปพระแม่มาดอนน่าขึ้นประดิษฐานเหนือพระแท่น
ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกป้องคุ้มครองชาวเมือง
เป็นที่เคารพนับถือกันต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้
ซึ่งหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆนั้น
ต่อมาก็กลายเป็นเมือง Positano
 
เขาว่าตำนานนี้ก็คือที่มาของชื่อเมือง Positano 
( Positano เพี้ยนมาจากคำว่า "Posa" นั่นเอง)
 
นี่คือภาพพระแม่มาดอนนน่าบนแผ่นไม้อันศักดิ์สิทธิ์
ถ่ายจากโบรชัวร์ที่ทางโบสถ์แจก
(วันนั้นมีงานแต่งงาน เลยไม่ได้เข้าไปในโบสถ์
แต่ถึงเข้าไปก็ไม่กล้าถ่ายรูปหรอกจ้า
รู้สึกมิสมควร ..ขอถ่ายจากโบรชัวร์แล้วกัน)
 
ภาพภายในโบสถ์ซานตามาเรียอัสซุนตา
รูปพระแม่อยู่เหนือแท่นบูชา ที่มีแชนเดอเลียร์แขวนอยู่
(ภาพจาก Amalficoastweb.com)
(จาก  http://photographsireland.blogspot.com/2008/09/church-of-santa-maria-assunta-positano.html)
 
 
ภาพนี้เป็นถนนในเมืองอีกมุมหนึ่ง
บริเวณที่เป็นเชิงเขาแล้ว
 
เดินจนหิว ได้เวลาหม่ำ
ดูไปดูมา เห็นป้ายร้านนี้ท่าทางเข้าที
 
จากป้ายริมถนน เราต้องเดินลงบันไดมา
(ภาพนี้ถ่ายย้อนขึ้นไปที่ป้ายร้าน)
 
 
ลงมาตามบันไดนี้ก็จะเข้ามาในร้าน
ซึ่งซ่อนอยู่ในซอก เหมือนหุบเขาเล็กๆน่ะนะ
 
ตัวร้าน มองไปรอบๆเห็นภูเขาล้อมอยู่
ถนนที่เราเดินเมื่อกี้อยู่สูงกว่า
และก็มีถนนที่ต่ำลงไปกว่าร้านอีก
เพราะเมืองนี้สร้างเกาะไปตามภูเขาและหน้าผา
ถนนมันเลยคดเคี้ยวลดหลั่นกันไป
 
 
ในร้านมีต้นมะนาวจริงๆ ออกลูกดกสะพรั่งเลย
เห็นร้านหลบซ่อนอยู่แบบนี้ 
พอเที่ยงกว่าคนนั่งกินกันเต็มเลยนะ
(โชคดีที่เรามาเร็ว ถ้าช้ากว่านี้ต้องยืนคอยแล้ว)
 
อาหารที่สั่ง
คุณนายเลือก Rigatone ราดซอสนาโปลิตาน่า
อร่อยดี แต่ว่าเค้าต้มเส้นปาสต้าแบบอิตาเลี่ยนแท้ไปหน่อย
คือแป้งข้างนอกสุก ข้างในจะมีกรุบนิดหนึ่ง 
ที่เรียกว่า "Al Dante"
มันไม่ถูกใจเด็กเท่าที่ควร (เด็กๆชอบปาสต้าเส้นนิ่มๆ)
แต่คุณนายก็อุตส่าห์กินจนเกือบหมด
 
ป้าเกดสั่ง Marinated Sword Fish 
เค้าว่าปลาดาบเป็นอาหารขึ้นชื่อของที่นี่
 
ตอนเดินเล่นในเมือง
ยังเห็นคนแบกปลาดาบตัวยักษ์ที่จับได้สดๆขึ้นมาจากทะเล
จะถ่ายรูปก็ไม่ทันพี่แกเดินเร็วชะมัด
 
แต่เห็นแล้วเกิดศรัทธาขึ้นมาติดหมัด
พอมีในเมนูเลยต้องลองซะหน่อย
 
แล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ
เนื้อปลาสดมาก หวานอร่อย
ซอสที่ราดก็เข้มข้นกำลังดี
 
 
ลุงสั่งสลัดทะเล
หน้าตาน่าหม่ำมาก
มีของทะเลครบทุกอย่าง
คือ กุ้งสองชนิด ตัวหนึ่งคล้ายแชบ๊วยบ้านเรา
อีกตัวหนึ่งคล้ายล็อบสเตอร์ขนาดเล็ก
หอยสามชนิดคือหอยแมงภู่ ตัวป้อมกว่าหอยบ้านเรา
แต่เนื้อนุ่มหวานเจี๊ยบกว่าของบ้านเราเยอะ
และก็หอยหน้าตาเหมือนหอยตลับอีกสองชนิด
มีหมึกที่เห็นเป็นหนวดๆนั่น..สดหวานเหมือนกัน
และเนื้อปลาอีกสองชนิดหั่นมาบางๆ
 
เท่าที่แย่งมาชิมได้
พบว่าอาหารทะเลร้านนี้สดมาก
อร่อยด้วยความสดจริงๆเลย
 
 
ถ้านับมื้ออาหารที่เรากินเองทั้งหมด
มื้อนี้เป็นมือที่อาหารอร่อยที่สุดในทริปนี้
(อืมม์ หรือจะนับบนเรือด้วยก็ยังชนะขาดนะเนี่ย
เพราะบนเรือไม่มีซีฟู้ดสดๆแบบนี้
ถ้าวันไหนมีกุ้งปลาก็น่าจะเป็นของแช่แข็ง
ซึ่งแม้จะปรุงอย่างดีก็ยังสู้ของสดไม่ได้)
 
และป้าเกดไม่เคยเชื่อเลย
ว่าจะกินอาหารซีฟู้ดแล้วอร่อยได้โดยไม่มีน้ำจิ้มซีฟู้ดตำเอง
ใส่กระเทียมมะนาวน้ำปลาพริกขี้หนูสวน
 
แต่มื้อนี้...เชื่อเลยจ้า อร่อยจริงๆ
 
มื้อนี้จ่ายค่าเสียหายไปทั้งหมด  51 ยูโร
ไม่รู้สึกว่าเสียดายเลยแม้แต่น้อย
(เป็นไปได้ด้วยหรือจ๊ะป้างก 5555)
 

อิ่มแล้วออกมาเดินเล่นต่อ

ร้านนี้ขายผลิตภัณฑ์จากมะนาว โดยเฉพาะเทียนหอมกลิ่นเลมอน

(แถบนี้เขาปลูกมะนาวกันมาก

ก็จะมีสินค้าเด่นเป็นโอทอปจากมะนาว เช่น เทียนหอมกลิ่นมะนาว

ผลิตภัณฑ์สปาจากมะนาว เหล้ามะนาวที่เรียกว่า "limoncello" ฯลฯ)


เดินกลับทางเดิม

ผ่านร้านของชำร้านโปรด

ขอถ่ายรูปอีกที อิอิ

 

กลับมาหน้าโบสถ์

ที่ลานหน้าโบสถ์เค้าทำพื้นปูโมเสค มีที่นั่งเล็กๆ

กำแพงยังอุตส่าห์มีลูกเล่น เขียนภาพเฟรสโก้ ไว้หน่อยนึง

ตามประสาเมืองที่ผู้คนอารมณ์ศิลป์

 

เจอไอ้แมวตัวนี้นั่งนิ่งเชียว หน้าตามันเหมือนแมวไมเคิล

(ใครเคยอ่านมั่ง การ์ตูนแมวไมเคิลที่มีแฟนชื่อป๊บโปะ)

ขอนั่งพักเป็นเพื่อ่นแมวหน่อย

จากลานหน้าโบสถ์ตรงนี้
เดินลงบันไดไปจะเจอร้านรองเท้าร้านนึง
(ในภาพเห็นชายคาร้านนั่นแหละ)
 
ป้ายชื่อร้าน
 
ร้านนี้ขายรองเท้าทำเอง Made in Italy แท้
ที่สำคัญราคาไม่แพงเลย
 
และโลกกลมเหลือเกิน
พอครอบครัวเราเข้าไปเดินๆดู
อยู่ๆเจ้าของร้านก็ถามเป็นภาษาไทยว่า
"คนไทยหรือเปล่าคราบบบ"
ซึ่งแม้ว่าจะไม่ชัดมากแต่ก็ฟังออกทุกคำ

  ป้าเกดสุดแสนจะอเมซิ่ง

รีบตอบไปว่า "ใช่ค่ะๆ แล้วทำไมพูดไทยได้"

เจ้าของร้าน (ซึ่งเป็นคนอิตาเลียนแท้)

ก็หัวเราะแล้วบอกว่า เขาชื่อเมาริซิโอ้

เขาเคยมาใช้ชีวิตอยู่ที่ภูเก็ตช่วงหนึ่ง

และได้พบกับภรรยาซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นซึ่งมาเที่ยวภูเก็ตเหมือนกัน

(ในภาพคุณภรรยาผมยาวใส่เสื้อเขียวหันหลังอยู่)

จึงได้แต่งงานแล้วย้ายกลับมาอยู่บ้านเกิดที่นี่

ตอนนี้มีลูกแล้วสองคน

เขาจึงรักเมืองไทยมากเพราะเป็นที่ซึ่งเขาได้พบกับภรรยา

 

 

ก่อนกลับป้าเกดเลยอุดหนุนรองเท้ามาคู่หนึ่ง

เพราะมันไม่แพงจริงๆเมื่อเทียบกับเมืองอื่น

(รองเท้าแบบนี้ที่เมืองอื่นจะตกประมาณ 70-80 ยูโร

แต่ร้านเมาริซิโอ้ขาย 56 ยูโร เลยต้องรีบสอยมา)

 

รองเท้าเป็นหนังกลับสีชาเย็นน่ารักเป็นที่สุด

คุณภรรยาสอนให้เสร็จสรรพว่า

ถ้ามีรอยเลอะให้เอายางลบลบ (วุ้ย เพิ่งรู้)

ถ้าเปื้อนฝุ่นหรือเป็นคราบให้ล้างด้วยน้ำกับสบู่เหลว

แล้วผึ่งลมให้แห้งอย่าโดนแดด รองเท้าจะทนนานมาก

(โอ้ว เยี่ยม ได้เคล็ดลับการดูแลรองเท้าหนังกลับด้วย)

 
 
โอ้ว...มาค้นพบตอนหลังว่า
รองเท้าของเมาริซิโอ้ ใส่สบายสุดๆ
หนังนิ่มมาก ไม่กัดเลยตั้งแต่ใส่ครั้งแรก
เดินไม่มีเมื่อย(รู้ตอนอยู่เวนิสแล้ว)
 
แถมพิจารณาใกล้ๆแล้ว
จะเห็นได้ชัดเลยว่ารองเท้านี้เย็บด้วยมืออย่างประณีต
(ตะเข็บแบบนี้และการเย็บพื้นแบบนี้เครื่องจักรทำไม่ได้แน่นอน)
 
พื้นด้านในรองเท้าเขียนว่า Tre Danari , Positano
ซึ่งก็คือชื่อร้านที่ป้ายหน้าร้านนั่นเอง
(Tre = 3 ภาษาอิตาเลียน)
พื้นยางก็มีตัวนูนชื่อร้านเช่นกัน
 
พอมีเวลามาสังเกตความประณีตของงานแล้ว
รู้เลยว่าที่คุณภรรยาญี่ปุ่น(ดันลืมชื่อแกซะนี่)
บอกอย่างภูมิใจว่า
"Take good care and It will last very long" นี่
คงเป็นเรื่องจริง
 
ฮือ เสียดายจังซื้อมาคู่เดียว
กว่าจะรู้ว่าใส่สบายก็เมื่อจากโพสิตาโนมาแล้ว
อยากจะกลับไปเหมาแบบอื่นมาอีกสักครึ่งโหล
คงต้องรออีกหลายปีกว่าจะได้กลับไปอุดหนุนเมาริซิโอ้และภรรยาอีก
 
 
 
หม่ำข้าวกลางวันแล้วก็ออกมาเดินเล่นต่ออีกพัก
ย้อนกลับทางเดิม
ผ่านอุโมงค์ต้นไม้
 
ทางเข้าสวนที่จัดแสดงรูปภาพ
อ่อ ลืมบอกไปสวนนี้เป็นส่วนของที่พัก
ชื่อ Villa Flavio
 
 
แวะซื้อน้ำขวดที่ร้านชำสุดโปรด
โปรดสังเกตมะนาวในลัง
ขนาดเกือบเท่าหัวเด็ก 555
 
 
นี่เป็นแกลลอรี่ขายภาพศิลปะ
งานเขาสวยมากแต่ไม่ได้ถ่ายรูปมาหรอก
(เกรงใจ)
ใครอยากดูไปที่ http://www.francosenesifineart.com/locations
 
เดินออกมาที่หาดอีกที
มุมนี้ของเมืองโพสิตาโน
เป็นมุมที่ศิลปินทุกคนจะต้องวาด
 
วิวหน้าหาด
 
ศิลปินขายรูป
ตาคนนี้แกวาดใช้ได้ทีเดียวเชียวละ
 
จากหน้าหาดเราเลาะขึ้นไปตามหน้าผาอีกด้าน
เป็นทางลาดขึ้นไป
 
 
จะได้เห็นวิวอ่าวจากมุมสูง
 
 
 
 
วัฒนธรรมเกาหลีระบาดมาถึงนี่
(ลุงฮิมบอก ว่าเป็นแฟชั่นวัยรุ่นเกาหลี
ใครอยากให้รักยั่งยืน ต้องเอากุญแจเขียนชื่อคู่รัก
มาล็อกกันไว้ในที่สูงๆ)
 
 
เดินลงมาท่าเรืออีกที
ถึงตรงนี้ ยืนๆอยู่
มีหนุ่มอิตาเลียนเจ้าของบูธขายเครื่องดื่ม
มาทักว่า "สวัสดีคร้าบบบ"
...เอาอีกแย้ว...ทำไมมันพูดไทยได้ว้า
 
ก็เลยทักไป แล้วถามว่าทำไมพูดไทยได้
เขาบอกว่า เคยมาอยู่สมุยหลายเดือน
เลยพอรู้ภาษาไทยนิโหน่ย
...เอาเข้าไป ยังนึกเลยว่าถ้าเรามาอยู่อิตาลีสักหลายเดือน
จะรู้อิตาเลียนมั่งมะเนี่ย
ตกลงคนโพสิตาโนนี่ชอบเมืองไทยวุ้ย
(ข้อเตือนใจวันนี้ -- อย่าคิดว่าอยู่ต่างบ้านต่างเมือง
แล้วจะนินทาชาวบ้านเป็นภาษาไทยไม่ได้นะคร้า
อาจมีคนรู้ภาษาไทยอยู่รอบตัวท่านได้ซาเหมอค่า)
 
 
 
บ่ายสามครึ่งได้เวลานั่งเรือเล็กกลับเรือใหญ่
รักษาเวลาสุดๆไม่อยากโดนคุงคูกัปตันประกาศชื่อออกลำโพง 55
ได้นั่งเรือลำเดิม เจอคุณลุงคนเดิมด้วยนะ
 
ลาแล้วจ้า Positano เมืองที่ประทับใจที่สุดในทริปนี้
โพสิตาโนจ๋า คราวหน้าจะมาใหม่น้า
...อยู่มันสักอาทิตย์นึงเลยจะได้หายอยาก 5555
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

ไปมาแล้ว อาหารสเปน อร่อยมากทุกอย่างเลยbig smile

#4 By kalr (103.7.57.18|49.48.83.54) on 2012-08-29 23:56

โอ๊ย ป้าขา ใส่สายเดียว ด้วย น่ารัก ๆๆ

เมืองน่าอยู่เนอะ สะอาด สวยงาม น่าไป น่าไป

#3 By sumalaisung (110.169.155.94) on 2011-08-04 17:39

Hot! Hot!

สวย น่าไปจังคะbig smile big smile

#2 By YiM-YiiM on 2011-08-03 10:24

เมืองนี้น่ารักจังค่ะ
ต้องหาเวลา โอกาสและเงิน(อันนี้สำคัญ)
ไปบ้างแล้ว
อาหารน่าทาน น่าทางจสดน่าดูconfused smile

#1 By katak on 2011-08-03 08:31